ประวัติเรอัล มาดริด ทีมราชันชุดขาว เจ้าแห่งเวทีฟุตบอลยุโรป

เมื่อเอ่ยถึงสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการฟุตบอลยุโรป ด้วยการคว้าแชมป์ถ้วยหูใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ได้ถึง 13 สมัย มากที่สุดในบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ที่เข้าชิงชัยในรายการนี้ แต่ก่อนที่จะมมายิ่งใหญ่ได้ถึงขนาดนี้เรามาย้อนดูประวัติความเป็นมาของ “โลส บรังโก้” ทีมดังจากแดนกระทิงดุประเทศสเปนกันหน่อย

ชื่อเต็ม : Real Madrid
ฉายา : ราชันชุดขาว
ก่อตั้ง : ปี ค.ศ. 1902
สนาม : santiago bernabeu (ความจุ 85,454)
ที่ตั้ง : กรุงมาดริด
เจ้าของสโมสร : ฟลอเรนติโน่ เปเรซ
ผู้จัดการ : zinedine zidane

ประวัติความเป็นมาของทีมราชันชุดขาว เรอัล มาดริด

ต้นกำเนิดของสโมสรฟุตบอล เรอัล มาดริด ต้องย้อนกลับไปในช่วงที่กีฬาฟุตบอลได้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในกรุงมาดริด โดยนักวิชาการและนักศึกษาของโครงการสถาบันการศึกษาเสรี ซึ่งมีผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และออกซ์ฟอร์ดรวมอยู่ด้วย พวกเขารวมตัวกันสร้างสโมสร “ฟุตบอลคลับสกาย” ขึ้นในปี ค.ศ. 1897 จนในวันที่ 6 มีนาคม 1902 หลังจากที่คณะกรรมการชุดใหม่ซึ่งมีฆวน ปาโดรส เป็นประธานได้รับการเลือกตั้งเข้ามา จึงได้มีการก่อตั้งสโมสรอย่างเป็นทางการ โดยใช้ชื่อว่า “มาดริด” พร้อมกับเปิดใช้สนามของตนเองเป็นครั้งแรกขึ้นที่กัมโปเดโอโดเนลในปี 1912 และได้เปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น “เรอัล มาดริด” หลังจากที่พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13 แห่งสเปน ได้พระราชทานตำแหน่ง “เรอัล” ให้กับสโมสร

ประวัติทีม เรอัล มาดริด
ประวัติทีม เรอัล มาดริด

ปี ค.ศ. 1929 ได้มีการก่อตั้งระบบการแข่งขันฟุตบอลระหว่างสโมสรเกิดขึ้นในประเทศสเปนเป็นครั้งแรก เรอัล มาดริดสามารถครองอันดับที่ 1 มาตลอดตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาลจนมาถึงนัดสุดท้ายซึ่งแพ้ให้กับแอธเลติก บิลเบา ทำให้สโมสรได้แค่ที่ 2 และพลาดตำแหน่งแชมป์ให้กับคู่ปรับร่วมลีกอย่างบาร์เซโลน่า แต่จนแล้วจนรอด เรอัล มาดริด ก็สามารถสถาปนาตัวเองคว้าแชมป์ลีกสเปนได้ครั้งแรกในฤดูกาล 1931-1932 และในปีถัดมาพวกเขาก็สามารถคว้าแชมป์ลีกได้อีกครั้งเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน จึงทำให้สโมสรนี้เป็นทีมแรกในลีกสเปนที่คว้าแชมป์ติดต่อกันสองสมัย

ต่อมาในปี 1945 ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นประธานของสโมสรฟุตบอลราชันชุดขาว เรอัล มาดริด เขาได้ทำการลงทุนสร้างสนามกีฬาซานทิเอโก้ เบร์นาเบว และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ หลังจากที่สงครามกลางเมืองสเปนได้สงบลง นอกจากนั้นเขาตัดสินใจใช้กลยุทธ์ด้านการเงินของเขาด้วยการซื้อผู้เล่นระดับโลกโดดเด่นที่สุดอย่าง “อัลเฟรโด ดb สเตฟาโน” เข้ามาร่วมทีม ทำให้เรอัล มาดริด สามารถคว้าแชมป์ยูโรเปียนส์คัพ (ปัจจุบัน คือ แชมป์ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ลีก) ได้ 5 สมัยติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 1955 ถึง 1960 และยังสามารถคว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่หกได้ในปี ค.ศ. 1966 ด้วยการชนะปาร์ติซาน เบลเกรด ไป 2-1

ในช่วงทศวรรษที่ 1970 เรอัลมาดริดสามารถคว้าแชมป์ลีกสเปนได้ 5 สมัย และคว้าแชมป์บอลถ้วยสแปนิชคัฟ 3 สมัย ได้สิทธิไปเล่นในรายการ ยูฟ่า คัพวินเนอร์สคัพ เป็นครั้งแรกในปี 1971 แต่ก็ต้องปรารชัยให้แก่เชลซีทีมจากอังกฤษไป 2-1

ต่อมาในวันที่ 2 กรกฎาคม 1978 ประธานสโมสร ซานทิเอโก้ เบร์นาเบว ได้เสียชีวิตลง ปีถัดมาเรอัล มาดริด จึงได้จัดการแข่งขัน โทรฟี่ซานทิเอโก้ เบร์นาเบว เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ท่านประธานสโมสรจนถึงปัจจุบัน

ถัดมาในปี 1980 เรอัลมาดริดไม่สามารถคว้าแชมป์อะไรได้เลย จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงและซื้อผู่เล่นใหม่ๆ เข้ามา อาทิ ฟรานซิสโก บูโย โกลชาวสเปน, มีเกล ปอร์ลัน เชนโด แบ็กขวาชาวสเปน และกองหน้าชาวเม็กซิโกอยง อูโก ซานเชซ ทำให้ เรอัล มาดริด กลับมาเป็นทีมที่ดีที่สุดในสเปนและยุโรปช่วงปลายทศวรรษที่ ค.ศ. 1980 ด้วยการคว้าแชมป์ ยูฟ่าคัพ 2 สมัย, สเปนนิชแชมเปียนชิพ 5 สมัย, โกปาเดลเรย์ 1 สมัย และซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา อีก 3 สมัย

เดินทางมาถึงปี ค.ศ. 1996 ประธานสโมสรลอเรนโซ ซานซ์ ได้แต่งตั้งให้ฟาบิโอ คาเปลโล อดีตผู้จัดการทีมเอซี มิลาน เข้าเป็นผู้จัดการทีมให้กับสโมสร แม้ว่าเขาดำรงตำแหน่งเพียงแค่หนึ่งฤดูกาล แต่เขาก็สามารถนำ เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ลีกได้หนึ่งสมัยและได้ซื้อแข้งเก่งๆ เข้ามา เช่น โรแบร์โต้ คาร์ลอส, เพรดรัก มีจาโตวิช, ดาวอร์ ซูเคอร์ และคลาเรนซ์ เซดอร์ฟ เข้ามาเล่นร่วมกับผู้เล่นเดิมของสโมสรอย่างราอูล กอนซาเลซ, เฟร์นันโด เอียร์โร, อีวาน ซาโมราโน และเฟร์นันโด เรดอนโด เป็นผลทำให้เรอัลมาดริดคว้าถ้วยยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 7 ได้สำเร็จ ในปี 1998 ภายใต้การคุมทีมของจูปป์ ไฮย์เกส

หลังจากปี 1999 ที่ทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้เป็นสมัยที่ 8 ด้วยการเอาชนะบาเลนเซีย สโมสรร่วมชาติเดียวกันได้ 3-0 เรอัล มาดริดก็ได้แต่งตั้งประธานสโมสรคนใหม่ชื่อว่า ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ที่ว่ากันว่าเป็นนักธุรกิจชาวสเปนที่รวยที่สุดในประเทศสเปน ณ เวลานั้น ขณะที่ปีถัดมา เรอัล มาดริดได้สร้างค่ายฝึกอบรมใหม่และใช้เงินที่พวกเขาสามารถมีอยู่จากปีก่อนที่ด้วยการจัดการสรรหาผู้เล่นดาวดังหรือที่เรียกว่า “กาลาตีกอส” โดยมีนักเตะชื่อดังในยุคนั้นอย่าง ซีเนดีน ซีดาน, โรนัลโด้, เดวิด เบ็คแฮม, ฟาบิโอ คันนาวาโร, หลุยส์ ฟิโก้, โรแบร์โต้ คาร์ลอส และราอูล กอนซาเลซ พร้อมกันนำทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 9 ของสโมสร และคว้าแชมป์ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ได้ในปี 2002 ขณะที่ปีถัดมาสโมสรก็สามารถคว้าแชมป์ ลาลีกา ได้อีก 1 สมัย

ปี 2006 สโมสรได้แต่งตั้ง รามอส กัลเดร่อน เป็นประธานสโมสรคนใหม่แทน ฟลอเรนติโน่ เปเรซ และสโมสรสามารถกลับมาคว้าแชมป์ลีกได้อีกครั้ง ด้วยฝีมือการคุมทีมของ ฟาบิโอ คาเปลโล ที่ตัดสินใจกลับมาคุมทีมอีกครั้ง โดยในฤดูกาลนี้สโมสรขายนักเตะชื่อดังออกไปหลายคนไม่ว่าจะเป็นเดวิด เบ็คแฮม, หลุยส์ ฟิโก้, โรนัลโด้ และซีเนดีน ซีดาน ที่แขวนสตั๊ดไป ขณะเดียวกันคาเปลโลก็ซื้อนักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีม ได้แก่ กอนซาโล อีกวาอิน กองหน้าชาวอาร์เจนตินา, มาร์เซโล่ แบ็กซ้ายชาวบราซิล และรุด ฟานนิสเตลรอย กองหน้าชาวดัตช์จากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ต่อมาในปี 2007 เรอัล มาดริดก็เกิดการเปลี่ยนผู้จัดการทีมอีกครั้ง ด้วยการเซ็นสัญญากับ แบรนด์ ซูสเตอร์ เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแทนคาเปลโล โดยชูสเตอร์ได้ซื้อผู้เล่นตัวใหม่เข้ามาเพิ่มไม่ว่าจะเป็น เปเป้, เวสลี่ย์ ชไนท์เดอร์, อาร์เยน ร็อบเบน, เจอร์ซี่ย์ ดูเด็ค พร้อมพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกาสมัยที่ 30 ของสโมสร

ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2008-09 หลังเรอัลมาดริดคว้าแชมป์ ซูเปอร์ โกปา เดลเรย์ สเปน ชูสเตอร์ก็ถูกไล่ออกจากการผู้จัดการทีมโดยไม่ทราบสาเหตุ และทางสโมสรจึงแต่งตั้งให้ ควนเด้ รามอส เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ แต่รามอสก็ไม่สามารถนำทีมประสบความสำเร็จจนทำให้โดนไล่ออกไป

จนกระทั่งปี 2009 การกลับมาของฟลอเรนติโน่ เปเรซ อดีตประธานคนเก่าของสโมสรได้กลับมารับดำรงตำแหน่งประธานสโมสรอีกครั้ง โดยเปเรซมีแผนที่จะสร้าง “นิว กาลาตีกอส” ซึ่งเป็นนโยบายการซื้อนักเตะที่มีฝีมือชั้นยอดเข้ามาสู่สโมสรโดยคนแรกที่ซื้อเข้ามาคือ ริคาร์โด้ กาก้า กองกลางตัวรุกจากเอซี มิลาน ด้วยค่าตัว 65 ล้านยูโร ตามมาด้วยคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปีกจอมสับจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 80 ล้านยูโร(ค่าตัวสถิติโลกในเวลานั้น) ต่อมาก็ได้เซ็นสัญญากับมานูเอล เปเยกรีนี ผู้จัดการทืมชาวชิลีเป็นเวลาหนึ่งฤดูกาลแต่ก็ไม่มมีแชมป์ติดมือ เปเรซ จึงตัดสินใจไปเซ็นสัญญากับโช่เซ่ มูรินโญ่ อดีตผู้จัดการทีมเชลซีในปี 2010

ในฤดูกาลถัดมา 2011-12 มูรินโญ่ก็พาเรอัล มาดริดคว้าแชมป์ลาลีกาได้เป็นสมัยที่ 32 ของสโมสร แต่ในฤดูกาล 2012-13 มูรินโญ่กลับมีปัญหากับนักเตะอาวุโสของทีมอย่าง อีเกร์ กาซียาส, เซร์กิโอ รามอส ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับแฟนบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสโมสรไม่ได้แชมป์รายการใดๆ เลยในปีนั้น ทำให้มูรินโญ่โดนยกเลิกสัญญากับสโมสรในที่สุด

วันที่ 25 มิถุนายน ปี 2013 สโมสรได้เซ็นสัญญากับคาร์โล อันเชล๊อตติ ผู้จัดการทีมที่เคยเป็นตำนานนักเตะของทีมเอซี มิลาน พร้อมกับคว้าตัวแกเร็ธ เบล ปีกทีมชาติเวลส์จากท็อกแน่ม ฮอตสเปอร์ส ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ด้วยค่าตัวสถิติโลกถึง 100 ล้านยูโร ซึ่งในฤดูกาลนั้น ทีมสามารถคว้าแชมป์โกปาเดลเรย์ ด้วยการชนะบาร์ซ่า 2-1 และคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก สมัย ที่ 10 โดยชนะแอตฯมาดริดได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 4-1 แต่ฤดูกาลถัดมาอันเชล๊อตติก็ไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์รายการใดได้เลย จึงเป็นเหตุให้โดน Lay off

ความยิ่งใหญ่ของ เรอัล มาดริด
ความยิ่งใหญ่ของ เรอัล มาดริด

ปีถัดมา เรอัล มาดริดได้แต่งตั้งราฟาเอล เบนิเตซ ผู้ที่เคยพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ลีกปี 2005 เข้ามาคุมทีม แต่ปรากฏว่าทำผลงานได้ย่ำแย่มาก โดยชนะแค่ 11 จาก 18 นัดในการคุมทีมตลอด 7 เดือน ทำให้เบนิเตซถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 5 มกราคม 2016 และสโมสรได้แต่งตั้ง ซีเนดีน ซีดาน ที่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ได้ 3 ปี ติดต่อกัน หลังจากนั้นซีดานจึงประกาศลาออกจากตำแหน่งแบบสายฟ้าแลบ จนทำให้ทีมต้องไปเซ็นสัญญากับ จูเลน โลเปเตกีอดีตผู้จัดการทีมชาติสเปนเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในปี 2018 หลังจบฟุตบอลโลก ซึ่งโลเปเตกี ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าในการคุมทีมเรอัล มาดริด ก่อนโดนปลดหลังคุมทีมได้เพียง 14 เกมเท่านั้น จากนั้นก็เป็นลูกหม้อของทีมอย่าง ซานติเอโก้ โซลารี่ ซึ่งในชณะนั้นคุมทีมสำรองอยู่ถูกดึงเข้ามาคุมทีมแทน แต่ทีมก็ยังไม่กระเตื้องขึ้นเท่าไหร่ จนฟลอเรนติโน่ เปเรซ ต้องกลับไปอ้อนวอนขอให้ซีดานกลับเข้าเป็นกุนซือของทีมอีกครั้งหนึ่งจนถึงปัจจุบันนี้

เกียรติประวัติแชมป์ของ เรอัล มาดริด

แชมป์ภายในประเทศ
ลีก ลาลีกา
ชนะเลิศ 33 สมัย : ปี ค.ศ. 1931–32 , 1932–33 , 1953–54 , 1954–55 , 1956–57 , 1957–58 , 1960–61 , 1961–62 , 1962–63 , 1963–64 , 1964–65 , 1966–67 , 1967–68 , 1968–69 , 1971–72 , 1974–75 , 1975–76 , 1977–78 , 1978–79 , 1979–80 , 1985–86 , 1986–87 , 1987–88 , 1988–89 , 1989–90 , 1994–95 , 1996–97 , 2000–01 , 2002–03 , 2006–07 , 2007–08 , 2011-12 , 2016-2017

โกปาเดลเรย์
ชนะเลิศ 19 สมัย : ปี ค.ศ.1905, 1906, 1907, 1908, 1917, 1934, 1936, 1946, 1947, 1961–62, 1969–70, 1973–74, 1974–75, 1979–80, 1981–82, 1988–89, 1992–93, 2010–11, 2013-14

ซูเปร์โกปาเดเอสปาญา
ชนะเลิศ 10 สมัย : ปี ค.ศ.1949. 1988 , 1989 , 1990 , 1993 , 1997 , 2001 , 2003 , 2008 , 2012

โกปาเอบาดัวร์เต
ชนะเลิศ 1 สมัย : ปี ค.ศ.1985

โกปาเดลาลีกา
ชนะเลิศ 1 สมัย : ปี ค.ศ.1985

ถ้วยต่างๆ ในทวีปยุโรป

ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ลีก
ชนะเลิศ 13 สมัย : ปี ค.ศ.1955–56 , 1956–57 , 1957–58 , 1958–59 , 1959–60 , 1965–66 , 1997–98 , 1999–2000 , 2001–02 , 2013–14 , 2015–16 , 2016–17, 2017-18

ยูโรเปียนวินเนอร์สคัพ
ชนะเลิศ 2 สมัย : ปี ค.ศ.1984–85 , 1985–86

ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ
ชนะเลิศ 3 สมัย : ปี ค.ศ.2002 , 2014 , 2016