ประวัติลิเวอร์พูล ฉายาหงส์แดง หรือทีมเครื่องจักรสีแดงในอดีต

สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1892 โดย จอห์น โฮลดิง นักธุรกิจชาวลิเวอร์พูล โดยได้ชวนเพื่อนสนิทของเขา ชื่อ จอห์น แมคเคนน่า เข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล โดยใช้ชื่อทีมเต็มว่าสโมสร ลิเวอร์พูล ฟุตบอลคลับ

เรามาพูดถึงเหตุการณ์ก่อนที่จะมีสโมสรลิเวอร์พูลขึ้นมา ว่ามีที่มาที่ไปมีความเป็นมาอย่างไรบ้าง เริ่มแรกเดิมทีนั้น จอห์น โฮลดิง ชาวเมืองลิเวอร์พูลที่เป็นนักธุรกิจ ได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟีลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้ปล่อยให้ทีมเอฟเวอร์ตันเช่าเป็นสนามเหย้าเพื่อใช้ในการแข่งขันฟุตบอล หลังจากนั้นเมื่อสโมสรเอฟเวอร์ตันได้เข้าเป็นสมาชิกฟุตบอลลีก ทางด้านเจ้าของสนาม จอห์น โฮลดิง พยายามที่จะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตัน  และเพิ่มค่าเช่าสนามที่เอฟเวอร์ตันใช้อยู่ เมื่อเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายบริหารของเอฟเวอร์ตันเกิดความไม่พอใจจึงได้ยกเลิกสัญญาเช่าสนาม หลังจากนั้นทีมทอฟฟี่สีน้ำเงิน เอฟเวอร์ตัน ได้ย้ายสนามไปอีกฟากของสวนสาธารณะ สแตนลีย์ พาร์ค เพื่อใช้เป็นสนามเหย้าแห่งใหม่ของทีมโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดิสันพาร์ก ซึ่งยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติสโมสร ลิเวอร์พูล
ประวัติสโมสร ลิเวอร์พูล

สโมสรลิเวอร์พูล  หรือทีมหงส์แดงซึ่งเป็นฉายาในประเทศไทย  หลังจากก่อตั้งสโมสรได้ไม่นานทีมได้จัดการแข่งขันนัดอุ่นเครื่องกับทีมร็อตเตอร์แฮม  การแข่งขันนัดแรกของลิเวอร์พูล ผลการแข่งขันออกมาเป็นฝั่งลิเวอร์พูลที่สามารถเอาชนะทีมร็อตเตอร์แฮมไปได้ 7 ประตูต่อ 1   ต่อมาทีมลิเวอร์พูลได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีก ของแคว้นแลงคาเชียร์ ลิเวอร์พูลแข่งไปทั้งหมด 22 นัด ผลปรากฏว่าชนะได้ 17 นัดส่งผลให้สามารถคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ จากการได้แชมป์ลีกของแคว้น  ส่งผลให้ทางทีมหงส์แดงสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีก โดยได้รับการยอมรับให้ถูกคัดเลือกไปลงแข่งขันในฟุตบอลลีก ดิวิชัน2 ของอังกฤษในฤดูกาล 1983/1984 ผลการแข่งขันของฤดูกาลนั้นลิเวอร์พูลแชมป์ดิวิชั่น 2 ไปครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล หลังจากได้แชมป์ลิเวอร์พูลขอเลื่อนชั้นขึ้นสู้ฟุตบอลดิวิชั่น 1

บิลล์ แชงคลีย์ ผู้บุกเบิกพาทีมลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จ

สโมสรลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษได้ครั้งแรกใน ฤดูกาล 1900/1901 ก่อนที่แชมป์ลีกสูงสุดจะกลับมาเป็นครั้งที่ 2 ในฤดูกาล 1905/ 1906 อย่างไรก็ดีไม่ใช่ว่าทีมลิเวอร์พูลจะประสบความสำเร็จติดลมบนตลอดเวลาเมื่อทีมต้องเจอกับอุปสรรคปัญหามีช่วงเวลาที่ทีมตกต่ำเมื่อต้องตกชั้นลงไปเล่นในดิวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1953/ 1954 ต่อมาทีมหงส์แดงได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงคลีย์ เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ หลังจากได้รับตำแหน่งเขาได้เปลี่ยนแปลงหลายๆสิ่งหลายๆอย่างในสโมสร  ทำให้ทีมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในทางที่ดีขึ้นก่อนที่ทีมจะสามารถเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้อีกครั้ง

ความสำเร็จของลิเวอร์พูลในอดีต
ความสำเร็จของลิเวอร์พูลในอดีต

หลังจากได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุด บิลล์ แชงคลีย์  พาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ซึ่งเป็นถ้วยแชมป์ใบแรกของสโมสรได้สำเร็จ สโมสรลิเวอร์พูลได้เดินหน้าอย่างต่อเนื่องและสามารถคว้าแชมป์ระดับยุโรปมาประดับตู้สโมสรได้สำเร็จ  โดยการคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมกับแชมป์ดิวิชั่น 1 ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษในขณะนั้น หลังจากนั้น บิลล์ แชงคลีย์ ได้ยุติบทบาทการทำงาน และให้ผู้ช่วยของเขา บ๊อบ เพสลีย์ ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของลิเวอร์พูล

ตลอด 9 ปีของการเป็นผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล บ๊อบ เพสลีย์นำทีมคว้าแชมป์ลีกดิวิชัน 1 (เดิม) 6 สมัย , ยูโรเปียนคัพ 3 สมัย , ยูฟ่าคัพ 1 สมัย , ยูโรเปียนซูเปอร์คัพ 1 สมัย , แชริตีชีลด์ 6 สมัยและ ลีกคัพ 3 สมัยโดยแชมป์รายการสุดท้ายของเพสลีย์คือลีกคัพเมื่อ ค.ศ. 1983 ก่อนจะประกาศวางมือและให้ โจ เฟแกน เข้ามาคุมทีมแทน

เคนนี่ดัลกลิชอดีตตำนานนักเตะของทีมจอสกอตแลนด์เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีม และในช่วงปลายฤดูกาล 1989-90 แดลกลีชในช่วงที่เป็นผู้จัดการทีมได้นำลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกดิวิชัน 1 ของเกาะอังกฤษ ซึ่งเป็นแชมป์ที่ 18 ของลิเวอร์พูล และเป็นแชมป์ลีกครั้งสุดท้ายมาจนถึงปัจจุบัน ฤดูกาล 2018/ 2019 ซึ่งทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ทั้งๆที่สามารถทำคะแนนสูงถึง 97 คะแนน  แต่ก็ต้องอกหักเมื่อทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำได้ 98 คะแนนซึ่งมากกว่าสโมสรลิเวอร์พูลเพียง 1 คะแนนเท่านั้น

สโมสรลิเวอร์พูลกับถ้วยแชมป์ฟุตบอลยุโรป  ถึงแม้ว่าทางลิเวอร์พูลจะไม่ได้แชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษอีกเลยนับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ได้เมื่อฤดูกาล  1989/1990 แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังสามารถทำผลงานได้ดีในเวทีฟุตบอลยุโรป ในยุคปี 2000 ทีมหงส์แดงสามารถหัวหน้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก  มาได้ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2005 โดยมี ราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีมชาติสเปนที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่เป็นฤดูกาลแรก  ในปีนั้นที่มี สตีเวน เจอร์ราร์ด เป็นนักเตะตัวหลักของทีม ส่วนนักเตะตำแหน่งอื่นไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก ก่อนจะได้เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ทีมหงส์แดงสุ่มเสี่ยงต่อการตกรอบอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี  โดยคู่ชิงในครั้งนั้น คือทีมปีศาจแดงดำ เอซีมิลาน จากอิตาลี ซึ่งถือได้ว่าเป็นยอดทีมแห่งยุคในขณะนั้นก็ว่าได้ การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศในครึ่งแรกเป็นทางฝั่ง เอซี มิลาน นำห่างลิเวอร์พูลไปได้ถึง 3 – 0 ซึ่งแฟนบอลลิเวอร์พูลหลายๆคนที่ดูการถ่ายทอดสดถึงกับถอดใจและเข้าไปนอนก่อนที่ฟุตบอลจะจบด้วยซ้ำ  อย่างไรก็ตามหากเสียงนกหวีดหมดเวลาการแข่งขันจากกรรมการยังไม่ดังขึ้น โลกของฟุตบอลอะไรอะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อครึ่งหลังลิเวอร์พูลฮึดสู้กลับมาตีเสมอเป็น 3 ประตูต่อ 3 ได้สำเร็จหลังจากเสมอกันในเวลา 90 นาทีปกติ ต้องแข่งขันกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที สุดท้ายก็ยังไม่มีทีมใดสามารถยิงประตูได้จึงต้องตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ  เป็นทางฝั่งลิเวอร์พูลที่ยิงจุดโทษแม่นฏซ๋ษจึงคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ

ลิเวอร์พูลกับการความแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในปี 2019

ในฤดูกาล 2018-2019  ลิเวอร์พูลที่อกหักจากการชิงแชมป์กับทีม เรอัล มาดริด มาเมื่อปีที่แล้ว  ได้เข้าชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมป์เปียนลีก เป็นครั้งเป็นปีที่สองติดต่อกัน ครั้งนี้ชิงกับทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สโมสรจากเวทีพรีเมียร์ลีกเช่นกัน  เล่นเกมได้เพียงนาทีแรกลิ เวอร์พูล ได้จุดโทษจากจังหวะแฮนด์บอล โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ รับหน้าที่ยิงจุดโทษเข้าไป สเปอร์มีโอกาสยิงประตูตีเสมอได้หลายครั้ง แต่ติดเซฟขอไอ้ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูชาวบราซิล  ก่อนที่ท้ายเกม ลิเวอร์พูลได้จังหวะเตะมุม ดิว็อค โอริกี้ ยิงประตูตอกฝาโลงให้ทีมเอาชนะไปได้ 2 ประตูต่อ 0 คว้าแชมป์ฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปียนลีกสมัยที่ 6 มาครองได้สำเร็จ